บทความที่ได้รับความนิยม

วิธีป้องกันและวิธีรักษามะเร็ง


บัญญัติ 10 ประการในการป้องกันมะเร็ง จากสถาบันวิจัย

มะเร็งแห่งชาติของอเมริกา


1ต้องรักษาน้ำหนักให้เหมาะสม
รักษาน้ำหนักให้เหมาะสมโดยมีดัชนีมวลกายอยู่ระหว่าง 18.5-25 การที่มีน้ำหนักปกติจะทำให้สุขภาพโดยรวมดี ลดการเกิดโรคเบาหวานและโรคหัวใจ ที่สำคัญยังลดการเกิดโรคมะเร็ง ลำไส้ใหญ่ ตับอ่อน และเยื่อบุมดลูก

2ให้ออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 30 นาที
การออกกำลังกายจะป้องกันน้ำหนักเกิน รักษาสมดุลของฮอร์โมนในร่างกาย เพราะการที่มีระดับฮอร์โมนสูงจะเป็นความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งการออกกำลังกายยังทำให้ระบบภูมิคุ้มกันดีขึ้น ระบบย่อยอาหารดีขึ้นรับประทานอาหารได้มากขึ้นและได้สารอาหารที่ต้านมะเร็งมากขึ้นโดยที่ไม่อ้วน 

3หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่หวานหรือมีพลังงานสูง
เลือกรับประทานอาหารที่มีพลังงานต่ำจะทำให้เรารับประทานอาหารได้มากเช่นแอปเปิ้ล การรับประทานอาหารที่มีพลังงานสูง(มักจะมีน้ำตาลและไขมันเป็นส่วนประกอบที่สำคัญ)จะทำให้มีน้ำหนักเกิน สำหรับน้ำผลไม้แนะนำให้ไม่เกินวันละแก้ว

4รับประทานผัก ผลไม้ ธัญพืชให้มากรวมทั้งถั่ว
ประมาณว่าอาหารหนึ่งมื้อให้มีผักผลไม้และถั่วประมาณสองในสามของอาหารที่รับประทาน เนื่องจากการรับประทานผักผลไม้จะลดการเกิดมะเร็งได้หลายอวัยวะ เนื่องจากผักและผลไม้มีแร่ฐาตุและวิตามินที่เสริมภูมิคุ้มกันของร่างกาย และมีสารเคมีที่ป้องกันเซลล์จากสารก่อมะเร็ง และใยอาหารช่วยทำให้ลำไส้ทำงานดีขึ้น

5จำกัดการบริโภคเนื้อที่มีสีแดง
เช่นเนื้อวัว หมู แพะ และหลีกเลี่ยงอาหารปรุงเสร็จ เช่นฮอดดอก แฮม ไส้กรอก เบคอน เป็นต้น จาการศึกษาพบว่าผู้ที่รับประทานเนื้อแดงมากจะเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่เนื่องจาก ฐาตุเหล็กในเนื้อสัตว์จะทำลายเยื่อบุลำไส้ใหญ่ ให้รับประทานเนื้อแดงไม่เกิดสัปดาห์ละครึ่งกิโลกรัม อาหารสำเร็จเช่น แฮม เบคอน hot dogs ไส้กรอกก็ทำให้เกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่เช่นกัน
การถนอมอาหารเช่นการรมควัน การหมักเกลือ หรือใส่สารกันบูดก็ทำให้เกิดสารก่อมะเร็งเช่นกัน

6ผู้ชายไม่ควรดื่มสุรามากกว่ 2 หน่วยผู้หญิงไม่ควรดื่มมากกว่า 1 หน่วยเกลือ
การดื่มสุราพอประมาณจะช่วยป้องกันโรคหัวใจ แต่การดื่มปริมาณมากจะเพิ่มความเสี่ยงการเกิดมะเร็ง ช่องปาก กล่องเสียง หลอดอาหาร เต้านม และลำไส้ใหญ่ ดังนั้นจึงไม่ควรดื่มเกิน 2 หน่วยสำหรับชาย 1 หน่วยสำหรับหญิง

7ลดการรับประทานอาหารเค็ม อาหารมักดอง
วันหนึ่งเราไม่ควรที่จะรับประทานเกลือมากกว่าวันละ 2400 มิลิกรัม เนื่องจากเกลือจะไปทำลายเยื่อบุกระเพาะอาหารทำให้เกิดความเสี่ยงมะเร็งกระเพาะอาหาร แต่คงจะไม่มีใครตวงวัดปริมาณเกลือที่รับประทานดังนั้นควรจะอ่านสลักอาหาร และเลือดอาหารที่มีเกลือน้อย อ่านที่นี่

8ไม่รับยาหรืออาหารเสริมป้องกันมะเร็ง
เนื่องจากยาหรืออาหารเสริมบางชนิดอาจจะเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดมะเร็ง แนะนำให้รับประทานอาหารให้ครบหมู่ก็เพียงพอที่จะป้องกันมะเร็ง มีข้อแนะนำเรื่องวิตามินเสริม
  • สำหรับผู้ที่คิดว่าจะตั้งครรภ์ให้รับกรดโฟลิกจนกระทั่งตั้งครรภ์ได้สี่เดือน
  • สำหรับผู้ที่ให้นมบุตรควรจะได้วิตามินดีเสริม หากมีฐาตุเหล็กน้อยก็ควรจะได้ฐาตุเหล็กเสริม
  • เด็กตั้งแต่ 6 เดือนจนอายุ 6 ปีควรจะได้รับวิตามิน เอ ซี ดีเสริมหากเด็กเจริญอาหารดีก็ไม่จำเป็น
  • สำหรับผู้สูงอายุที่รับอาหารได้น้อยก็เสริมวิตามินรวม
  • ผู้ที่อยู่แต่ในที่ร่ม สวมเสื้อแขนยาวควรจะได้วิตามินดีเสริม
9ทารกควรจะดื่มนมแม่อย่างน้อย 6 เดือน
การให้นมบุตรจะป้องกันมะเร็งเต้านมสำหรับคุณแม่ และป้องกันโรคอ้วนสำหรับลูก
10หลังจากรักษามะเร็งแล้วท่านต้องป้องกันมะเร็ง

การป้องกันโรคมะเร็ง

โรคมะเร็งเป็นแล้วรักษายาก บางรายรักษาไม่หาย การป้องกันโรคมะเร็งมิให้เกิดกับทานและครอบครัวจึงเป็นวิธีที่ท่านสามารถนำไปปฏิบัติ การป้องกันมะเร็งทำได้ไม่ยาก
เนื้อหาที่จะเกล่าเป็นแนวทางในการดูแลตัวเองให้แข็งแรงและลดปัจจัยเสี่ยงต่อมะเร็ง แนวทางการป้องกันมะเร็งได้มาจากสมาคมการวิจัยเพื่อป้องกันโรคมะเร็ง American Institute for Cancer Research ดังนี้
  1. เลือกอาหารที่มาจากพืช
ตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมานักวิทยาศาสตร์ได้ทราบแล้วว่า อาหารเป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็ง การรับประทานอาหารที่มาจากพืชรวมทั้งการรักษาน้ำหนักที่เหมาะสม และการออกกำลังกายจะทำให้ร่างกายสามารถต่อต้านโรคมะเร็ง เนื่องจากสารอาหาร วิตามินในพืชสามารถทำให้ร่างกายซ่อมแซมเซลล์ได้ดี ยับยังการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง และยังทำลายสารที่จะก่อให้เกิดมะเร็ง นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าการรับประทานผักและผลไม้เพิ่ม 2 หน่วยร่วมกับการออกกำลังกายเพิ่มจะสามารถป้องกันมะเร็งได้ร้อยละ 60-70 เช่นการเปลี่ยนขนมปังธรรมดาเป็นขนมปังธัญพืช
  • ให้รับประทานอาหารพวกผักชนิดใหม่ๆซึ่งจะเพิ่มความอยากรับประทานอาหารพวกผัก
  • ให้มีอาหารพร้อมปรุงที่ทำจากพืชไว้ในตู้เย็นเช่นพวกถั่วต่างๆ อาหารแช่แข็ง ผลไม้กระป๋อง
  • ให้ใช้ถั่วในการปรุงอาหารเช่นผสมในสลัด ใส่ถั่วในส้มตำ ใส่ถั่วในแกง อาจจะใช้ถั่วได้หลายชนิดเช่น ถั่วลิสง ถั่วเขียว ถั่วแขก เม็ดมะม่วงหิมะพาน
  • ให้รับประทานอาหารที่ไม่มีเนื้อสัตว์สัปดาห์ละครั้ง
  • หัดปรุงอาหารที่ทำจากพืช
  1. รับประทานผักและผลไม้เพิ่ม
ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าอาหารที่เรารับประทาน ควรจะมาจากพืชเสีย 2/3 เช่นผัก ผลไม้ ธัญพืช ถั่ว ส่วนที่เหลือ 1/3 มาจากเนื้อสัตว์และนม วิธีการที่จะรับประทานเนื้อสัตว์ให้ลดลงทำได้ดังนี้
  • ใช้เนื้อเพียงแค่ปรุงรสเท่านั้น ไม่ใช่อาหารหลักอย่างบ้านเราทำกัน คือผัดผักใส่หมูหรือกุ้งเพื่อปรุงรสและกลิ่น
  • รับประทานอาหรโปรตีนที่ทำจากพืชเช่น เนื้อปลอมที่ทำจากถั่วเหลืองหรือจากเห็ด
  • เลือกอาหารว่างที่ทำจากพืช เช่น น้ำผลไม้ ผลไม้ต่างๆ
  • เลือกผลไม้กระป๋องไว้ประจำบ้าน ควรเลือกผลไม้ที่บรรจุในน้ำผลไม้หรือน้ำไม่ควรใส่น้ำหวานหรือเกลือ
  • รับประทานผักใบเขียวให้มาก
  • มื้อกลางวันให้รับประทานสลัด
  • ใช้รับผลไม้หลังจากรับประทานอาหาร
หากท่านรับประทานผักและผลไม้มากเท่าใดท่านจะได้รับสารอาหาร วิตามิน สารต้านอนุมูลอิสระมากขึ้นเท่านั้นซึ่งจะต่อสู้กับมะเร็ง
  1. รักษานำหนักที่เหมาะสมและออกกำลังกายเป็นประจำ
น้ำหนักที่เหมาะสมสำหรับท่านควรอยู่ระหว่างดัชนีมวลกาย 18.5-23 สำหรับท่านที่น้ำหนักน้อยก็ต้องรับประทานอาหารเพิ่ม หากรับประทานไม่พอก็ต้องรับประทานอาหารเสริมเพิ่มขึ้นโรคอ้วนทำให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพมากมายสำหรับท่านที่มีน้ำหนักเกินท่านต้องรับประทานอาหารน้อยลง วิธีการรับประทานอย่างฉลาดมีดังนี้
  • อ่านฉลากอาหารทุกครั้ง หากปริมาณสารอาหารที่ท่านซื้อมากเกินไปท่านต้องแบ่งอาหารออกมา เพื่อมิให้ได้รับพลังงานเกินไป
  • อย่าอดอาหารเป็นมือเพราะท่านจะรับประทานมากขึ้นในมื้อต่อไป
  • เลือกอาหารว่างอย่างฉลาดควรจะเลือกพวกผักและผลไม้
  • ให้รับประทานเมื่อท่านหิวเท่านั้น อย่ารับประทานเพราะว่าอร่อย หรือว่ากำลังเหงา ควรหางานอดิเรกทำเพื่อจะได้ไม่รับประทานมากเกินไป
  • อาหารพวกผักและผลไม้จะมีไขมันต่ำ หากอาหารหลักของท่านเป็นอาหารเหล่านี้โอกาสที่จะอ้วนก็มีน้อย
การออกกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจะทำให้ท่านแข็งแรง ลดความเครียดได้ ทำให้เจริญอาหาร และการขับถ่ายดีขึ้นวิธีการที่จะเริ่มออกกำลังกายอย่างง่ายๆ
  • เริ่มทีละเล็กน้อยค่อยๆเพิ่ม อย่าหักโหมเพราะจะทำให้ได้รับบาดเจ็บ
  • การเดินเป็นวิธีที่ดีและง่าย
  • ให้กระฉับกระเฉงเช่น การขึ้นบัดได การเดินไปทำงาน การล้างรถหรือถูบ้าน
  • ท่านที่สุดอายุหรือมีโรคเข่าเสื่อมอาจจะเริ่มออกกำลังในน้ำเพราะจะใช้แรงไม่มากและไม่เป็นอันตรายต่อข้อ
  1. ลดการดื่มสุราและสูบบุหรี่
จากการวิจัยพบว่าการดื่มสุราก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพ แต่การดื่มไวน์แดงก็อาจจะให้ประโยชน์ต่อร่างกายเหมือนกับการรับประทานองุ่นเพราะมีสาร resveratrol
  • หากไม่เคยดื่มสุราก็ไม่มีความจำเป็นต้องเริ่มดื่ม
  • หากจะดื่มสุราก็ให้ดื่มไม่เกิน 1 หน่วยสุรา
  • หากไปงานเลี้ยงก็ไม่ควรใช้เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอร์ผสม
การสูบบุหรี่จะทำให้เกิดมะเร็งได้หลายระบบ การเลิกสูบบุหรี่จะทำให้ลดการเกิดมะเร็งได้ร้อยละ 30

เลือกรับประทานอาหารที่มีปริมาณไขมันต่ำ
เชื่อว่าอาหารมันและเกลือจะเพิ่มโอกาสเป็นมะเร็งโดยเฉพาะไขมันอิ่มตัวและไขมัน trans-fats ('partially hydrogenated' oils). ซึ่งไขมันทั้งสองเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อมะเร็งและโรคหัวใจ แต่มิได้ห้ามรับประทานอาหารมันเพราะอาหารมันก็มีประโยชน์ต่อร่างกายแต่ไม่ควรรับมากเกินไป
  1. ปรุงอาหารอย่างถูกต้อง
การปรุงอาหารพวกเนื้อสัตว์โดยเฉพาะการย่างด้วยไฟอุณหภูมิที่สูงจะทำให้เกิดสารก่อมะเร็ง เนื่องจากน้ำมันที่ถูกไฟไหม้จะก่อให้เกิดสาร polycyclic aromatic hydrocarbons ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง ควรจะเลี่ยงไปใช้วิธีอื่นเช่น การอบ การใช้microwave การต้ม การทอดในน้ำ วิธีการที่จะลดการเกิดสารก่อมะเร็งมีดังนี้
  • อย่าย่างเนื้อสัตว์หลายชนิดในไม้เดียวกัน เพราะเนื้อทุกชนิดสามารถทำให้เกิดมะเร็งได้ ให้เลี่ยงไปย่างผักหรือผลไม้แทนเนื้อสัตว์
  • เลือกเนื้อสัตว์ที่ไม่มีไขมัน และให้ตัดไขมันออกจากเนื้อสัตว์ให้หมด
  • ให้หมักเนื้อนั้นก่อนปรุงอาหารโดยเฉพาะการหมักด้วยมะนาวจะช่วยลดสารก่อมะเร็งให้หมักก่อนปรุง 15-20 นาที ไม่ควรหมักด้วยน้ำมัน
  • ไม่ควรเผาเนื้อสัตว์ ให้หุ้มเนื้อสัตว์ด้วย foil อาจจะทำให้เนื้อสัตว์สุขด้วยการต้ม อบหรือmicrowave แล้วจึงนำมาเผาภายหลัง
  • อย่ารับประทานเนื้อสัตว์ที่ไหม้ ให้ตัดส่วนที่ไหม้ออก
  • การย่างหรือเผาอาหารพวกผักไม่ก่อให้เกิดสารก่อมะเร็ง
  1. การถนอมอาหาร
ผู้ป่วยที่พื้นจากโรคมะเร็งจะมีภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอโอกาสจะเกิดโรคจากอาหารจะมีสูง ดังนั้นการเก็บและถนอมอาหารจะช่วยป้องกันการโรค
  • ล้างมือ ถ้วยชาม โต๊ะ ให้สะอาดและเปลี่ยนฟองน้ำบ่อยๆ
  • ให้ล้างผักและผลไม้โดยการรินน้ำ
  • ระวังการปนเปื้อนอาการจากการใช้มีด เขียง ชาม
  • ละลายอาหารแช่แข็งในตู้เย็นหรือ microwave ไม่ควรละลายในห้องครัว
  • ใช้ปรอทวัดอุณหภูมิของอาหารเพื่อให้แน่ใจว่าอาหารสุขจริงๆ
  • อ่านฉลากอาหารให้ทราบวันหมดอายุ
  1. การใช้ครีมป้องกันแสงแดดโดยเฉพาะตอน 10.00-15.00 น โดยใช้ครีมที่มี SF อย่างน้อย 15 
  2. การไม่สำส่อนทางเพศ เพราะการมีเพศสัมพันธ์จะทำให้เกิดการติดเชื้อ เริ่มและเชื้อไวรัสโรคเอดส์ ซึ่งทั้งสองโรคดังกล่าวจะทำให้เกิดมะเร็ง
คำถามที่ถามบ่อย
  • วิตามินช่วยป้องกันมะเร็งได้หรือไม่ จากรายงานพบว่าวิตามินในผักและผลไม้มีคุณค่ามากกว่ายาเม็ดวิตามิน ดังนั้นแนะนำให้รับประทานอาหารพวกผักและผลไม้ให้มาก ในกรณีที่รับอาหารไม่ได้เลยแพทย์ก็จะพิจารณาให้วิตามินเสริม
สารอาหารที่ใช้ป้องกันมะเร็ง
สารอาหารที่ใช้ป้องกันมะเร็งหรือที่เรียกว่า Chemoprevention จะทำหน้าที่สองประการคือ ป้องกันการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม และหยุดการแบ่งเซลล์มะเร็ง สำหรับสารที่นิยมมาใช้ป้องกันมะเร็งได้แก่
สารอาหารชนิดสารอาหารใช้ป้องกันหรือรักษามะเร็ง
Vitamin A + other retinoidsvitaminผิวหนัง คอและศีรษะ ปอด
Vitamin Cvitaminลำไส้ใหญ่ กระเพาะอาหาร
Vitamin Dvitaminลำไส้ใหญ่
Vitamin Evitaminปอด คอและศีรษะ ลำไส้ใหญ่ กระเพาะอาหาร
Folic Acidvitaminปากมดลูก
Seleniummineralผิวหนัง
Calciummineralลำไส้ใหญ่
Beta-Carotenephytochemicalปอด คอและศีรษะ ลำไส้ใหญ่ กระเพาะอาหาร
Monoterpenesphytochemicalเต้านม
Tamoxifendrugเต้านม
Finasteridedrugต่อมลูกหมาก
Oltiprazdrugตับ
NSAIDS 
(nonsteroidal anti-inflammatory drugs -- aspirin, buprofen)
drugลำไส้ใหญ่
Sunscreenotherผิวหนัง
Spirulina 
fusiformi
(blue-green algae)คอและศีรษะ

วิธีรักษามะเร็ง แบบธรรมชาติ

1. จิตใจ ต้องสู้
2. อาหาร งดเว้นเนื้อสัตว์ (ปลารับประทานได้) แล้วหันมารับประทานอาหาร 15 ชนิดได้แก่ 
- ธัญพืช 5 ชนิด ได้แก่ ข้าวกล้อง,ข้าวม้ง,ข้าวบาเล่ย์,ข้าวสาลี และลูกเดือย นำมาหุงด้วยหม้อข้าวไฟฟ้าและรับประทาน
- ผักผลไม้ 10 ชนิด ได้แก่ หอมหัวใหญ่,มันฝรั่งหรือมันเทศ,กล้วยน้ำว้าสุก (8 ลูก/วัน),ฟักทอง,ข้าวโพดหวาน,ยอดแค,ถั่วพู (2 ชนิดนี้ห้ามขาด) บลอคโคลี่ หรือกระหล่ำดอก,ถั่วหวานและคะน้าฮ่องกง (ผักผลไม้ 5 ชนิดแรกใช้นึ่ง) นำทั้ง 10 ชนิดมาหั่นเป็นชิ้นๆ นำมาเข้าเครื่องปั่นแบบไม่ต้องละเอียดมาก เพื่อให้กระเพาะอาหารทำหน้าที่ย่อย จากนั้นนำมารับประทานหนัก 1 กก./วันกับธัญพืช
 3. อาบน้ำ ร้อนสลับน้ำเย็นหรือเย็นสลับร้อนอย่างละ 2 นาที รวมเวลา 10 นาที 1 ครั้ง/วัน เตรียมน้ำร้อน โดยใช้เครื่องทำน้ำร้อน เตรียมน้ำเย็นโดยหาถังน้ำใส่น้ำแข็งแล้วอาบร้อนจัดและเย็นจัด เท่าที่ร่ายกายทนได้ ภูมิต้านทานโรคทั้ง 2 จำพวกจะถูกกระตุ้นขึ้นมาทำหน้าที่อย่างแข็งขัน
 4. การออกกำลังกาย เดินเร็วหรือวิ่งเหยาะๆ ประมาณ 45 นาที/วัน
http://women.kapook.com/health00047/

การรักษาโรคมะเร็ง นั้นมีอยู่ 4 ทาง
1.การผ่าตัด
2.การฉายรังสี
3.การใช้เคมีบำบัด
4.ภูมิคุ้มกันบำบัด

การทำคีโมคือ การให้สารเคมีที่มีความเป็นพิษกับเซลมะเร็งที่กำลังเติบโตอย่าง รวดเร็ว แต่ขณะเดียวกัน มันก็จะทำลายเซลที่ดีที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในไขกระดูก ทำลายระบบทางเดินอาหาร ฯลฯ และเป็นสาเหตุทำใหอวัยวะบางส่วนถูกทำลาย เช่น ตับ ไต หัวใจ ปอด ฯลฯ

การฉายรังสีแม้ว่าจะเป็นการทำลายเซลมะเร็ง แต่ก็ทำให้เกิดอาการไหม้ เป็นแผลเป็น และทำลายเซลที่ดี เนื้อเยื่อ และอวัยวะ

การบำบัดโดยคีโม และการฉายรังสีมักจะช่วยลดขนาดของเนื้องอกได้ในช่วงแรกๆ อย่างไรก็ตามถ้าทำไปนานๆพบว่ามักไม่ส่งผลต่อการทำลายเซลเนื้องอก

เมื่อร่างกายได้รับสารพิษจากการทำคีโมหรือการฉายรังสีมากเกินไป ระบบภูมิคุ้มกันอาจปรับตัวเข้ากันได้หรือไม่ก็อาจถูกทำลายลง ดังนั้นคนๆนั้นจึงอาจตกอยู่ในอันตรายจากการติดเชื้อหลายชนิดและทำให้โรคมีความซับซ้อนยิ่งขึ้น

การทำคีโมและการฉายรังสีอาจเป็นสาเหตุทำให้เซลมะเร็งกลายพันธุ์ ดื้อยา และยากต่อการทำลาย การผ่าตัดก็อาจเป็นสาเหตุทำให้เซลมะเร็งกระจายไปทั่วร่างกาย


มะเร็งภัยเงียบอันตรายกว่าที่คุณคิดอย่าลืมดูแลสุขภาพร่างกายให้
สมบูรณ์แข็งแรงอยู่เสมอทานอาหารที่มีประโยชน์ และลดปัจจัยเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดมะเร็ง และหมั่นตรวจสุขภาพประจำปีกันด้วยนะครับ

ไม่แน่ รายต่อไป อาจเป็นคุณ....?



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น